ผ่านมาห้าปี จากเว็บไซต์โซเชียลเน็ตเวิร์กของเด็กมหาวิทยาลัยที่เริ่มต้นขึ้นในห้องนอนของหอพัก จนถึงวันนี้ Facebook.com มีอายุครบห้าขวบแล้ว โดยที่ยอดบัญชีผู้ใช้งานขยับขึ้นมาเป็น 150 ล้านคน แซงหน้า Myspace.com ผู้มาก่อนไปแล้ว

ความอบอุ่นเป็นกันเอง อันเนื่องมาจากลักษณะของเฟซบุ๊กที่เจ้าของเป็นคนหนุ่มสาวร่วมรุ่นกับผู้ใช้งาน นับเป็นข้อได้เปรียบที่แท้จริงของเฟซบุ๊กยิ่งกว่าทางด้านเทคโนโลยี แต่จุดนี้นี่เองที่ทำให้แนวทางของเฟซบุ๊กเอื้อต่อการพัฒนาเทคโนโลยีที่โดนใจผู้ใช้ไปโดยปริยาย ความหลากหลายของแอปพลิเคชั่นเป็นจุดเด่นที่เหนือกว่า

อีกจุดหนึ่งที่น่าจะสำคัญไม่แพ้กัน ก็คือการที่ยังเป็นธุรกิจที่ไม่ใช่บริษัทมหาชน จึงไม่ต้องเผชิญกับแรงกดดันทางด้านการเงินหรือการทำกำไรมาก พูดง่ายๆ ก็คือยังเป็น บริษัทที่สนุกกับการทำงานมากกว่าการมุ่งทำกำไร แม้ว่ากำไรก็เป็นเรื่องสำคัญที่จะทำให้บริษัทยืนยาวไปได้ แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้

หลายคนอาจจะคิดว่า 5 ปีก็นานพอแล้ว แต่ “มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก” ไม่คิดอย่างนั้น และเคยปฏิเสธข้อเสนอเข้าซื้อกิจการที่เป็นเม็ดเงินร่วม 50,000 ล้านบาทมาแล้วเมื่อหลายปีก่อน ขณะที่โซเชียลเน็ตเวิร์กอื่นๆ คนทำต่างก็ขายให้กับบริษัทใหญ่ๆ เอาเงินสดมหาศาลมากำไว้ในมือแล้วทั้งนั้น อ่านบทความนี้ต่อ »

Popularity: 15% [?]

Facebook is Powerful

Posted by facebookgoo On March - 30 - 2008ADD COMMENTS

อันนี้เป็นอีกหนึ่งบทความที่คัดลอกมานะครับ ขอขอบคุณ คุณ Isriya เจ้าของบทความที่อนุญาตให้เรานำมาลงที่นี่ได้ สามารถเข้าไปดูต้นฉบับที่นี่ครับ

http://www.isriya.com/node/1509

===========

เคยเขียนถึง Facebook ไปครั้งหนึ่ง ตอนนั้นก็แค่ประทับใจกับหน้าตาที่ดูสะอาดสะอ้าน แต่ความรู้สึกโดยรวมมันก็เป็นแค่ social network ธรรมดา

วันนี้ได้โอกาสมาลองเล่นแบบลงลึกหน่อย ผมก็พบว่าพลังที่ซ่อนอยู่ของ Facebook ทำให้ MySpace, Hi5, Multiply กลายเป็นของกระจอกไปเลย

ฟีเจอร์อันแรกที่นำเสนอคือ Status ดูภาพก็น่าจะเข้าใจ

Facebook Status

ถ้ามองแค่นี้มันก็ใกล้เคียงกับ Twitter ซึ่งทั้งคู่มีฟีเจอร์แจ้งเตือนการเปลี่ยนสถานะของเพื่อนเราไปยังมือถือ ก็นับได้ว่าเป็น IM แขนงหนึ่ง แต่เมื่อรวมกับระบบ Messaging ภายในของ Facebook (ที่ social network ไหนๆ ก็มี) และการเปิด API ของ Facebook เองแล้ว ระบบ Universal IM ก็อยู่ไม่ไกลเกินฝัน

ผมเชื่อว่าเราจะได้เห็นการประสานกันของ real time IM (Jabber) เข้ากับ semi-real time IM (Facebook) ในเร็ววัน

อัน ที่สองคือ Apps ของ Facebook (รู้สึกว่าต้องสมัครสมาชิกก่อนถึงจะเห็น) อธิบายง่ายๆ มันคือ Gadget หรือ Widget นั่นแหละ แต่สำหรับลูกค้า Facebook เท่านั้น อ่านบทความนี้ต่อ »

Popularity: 4% [?]

ขอขอบคุณ คุณ iTeau ที่อนุญาตให้นำบทความมาลงครับ สามารถเข้าไปดูต้นฉบับได้ที่

http://iteau.wordpress.com/2007/07/04/facebookandtheworldofsocialnetwork/

=================

แน่นอนว่า คำตอบ คือ ไม่ใช่ แต่ความที่ Facebook เปิด API ให้นักพัฒนา application ต่าง ๆ เข้ามาใช้บน platform ของ Facebook ได้อย่างไร้ขีดจำกัด อย่างล่าสุดที่ทำให้ผมตกใจไม่น้อย ก็คือ Catbook ซึ่งมันก็คือ การสร้าง profile ของแมวที่เราเลี้ยง แล้วก็มาสร้างชุมชนคนเลี้ยงแมวนั่นเอง ตอนนี้สมาชิกปาเข้าไปสี่หมื่นกว่าแล้ว ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นแนวคิดการให้บริการแบบ Catster หรือ Dogster หรือ Social Network ของคน สัตว์ สิ่งของ สถานที่อื่น ๆ อีกมากมาย (หรือในระดับที่ผมเข้าใจว่าเป็น Social Network ในขั้นทุติยภูมิ ยกตัวอย่างเช่น แทนที่ จะเป็นฉันเป็นเพื่อนกับเธอ ก็เป็นแมว “ของฉัน” เป็นเพื่อนกับแมว “ของเธอ” เป็นต้น) ทั้งที่บริการแบบนี้ก็มีอยู่แล้วอยู่เกลื่อนกลาดไปหมด

แต่ข้อได้ เปรียบของ Facebook คือ การจัดเก็บและนำเสนอข้อมูลพื้นฐานที่เรียบง่าย นั่นเอง ทำให้คนไม่ต้องเสียเวลาไปสร้างข้อมูลพื้นฐานใหม่อีก ก็เพิ่มเติมในสิ่งที่มีอยู่ในระบบอยู่แล้ว (คิดง่าย ๆ เปรียบเทียบระหว่าง centralization vs. decentralization) นั่นหมายความว่า ตลาดของ Facebook จะเติบโตขึ้นไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะหมดยุด social network เพราะฉะนั้น คนที่คิด application แบบใหม่ขึ้นมา ก็ต้องดูว่าตลาดของ Facebook มันใหญ่มาก หากต้องการสร้างฐานลูกค้าเป็นจำนวนมาก ก็หนีไม่พ้นที่จะต้องหันมาใช้ Facebook แทนที่จะต้องไปเริ่มตั้งแต่ต้น ในขณะเดียวกัน เท่าที่เราเห็น application ส่วนใหญ่ ถูกพัฒนาขึ้นด้วยฝีมือนักศึกษา หาใช่จากตัวบริษัทเองไม่ นั่นก็แสดงให้เห็นพลังที่เราไม่อาจมองข้ามได้ และแน่นอน การพัฒนา application บน Facebook สร้าง visibility ให้ตัวเองได้ดีกว่า การออกไปลงทุนพัฒนาเองข้างนอก อ่านบทความนี้ต่อ »

Popularity: 4% [?]

ใครๆ ก็รัก Facebook

Posted by facebookgoo On March - 29 - 20081 COMMENT

อันนี้เป็นบทความที่นำมาจากที่อื่นนะครับ ผมอยากให้ที่นี่เป็นที่รวบรวมไอเดีย ความเห็น และมุมมองทุกอย่างที่เกี่ยวกับเฟซบุ๊ค เดี๋ยวจะหาว่าผมเป็นพวกบ้าเฟซบุ๊ค เชียร์จนออกนอกหน้ากันเกินไป

ที่มา http://www.basicstep.net/talks/everybody-love-facebook/

==========

ใครๆ ก็รัก Facebook

แต่ผมไม่นะ บอกไปแล้วครั้งนึงว่าผมไม่ชอบ Mark เท่าไร (เรียกว่าไม่ถูกชะตา จะเพราะกว่า) หน้าเขาดูโกงๆไงไม่รู้ 555 (ดูรูปประกอบ โปรดใช้วิจารณญาณ)

อย่าหาว่าผมมันพวกขวางโลก (online) หรืออะไรก็แล้วแต่นะ แต่ไม่รู้สิ ผมรู้สึกแบบนั้นจริงๆ ต้องขออภัยด้วย ไม่เกี่ยวกับที่จะเขียนเลย

เข้าเรื่องดีกว่า

ก่อนอื่นใครที่ไม่รู้จัก Facebook เนี่ย ขอแนะนำหน่อยว่า Facebook เป็น Social Network ขนาดใหญ่ ตอนนี้มี สมาชิกประมาณ 50 ล้านรายตั้งมาเมื่อปี 2004 โดย เด็กหนุ่มที่มีชื่อว่า Mark Zuckerberg จาก Harvard ที่ตอนนี้อายุ 23 ปีเท่านั้น แรกก็เป็นเว็บแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อนฝูงในวงมหาลัยเท่านั้น หลังๆก็ขยายไปมหาลัยดังๆ จนกระทั่งเมื่อปลายปีที่แล้วเปิดให้ใครก็ได้มาสมัครใช้บริการ เท่านั้นแหละคนก็พุ่งพรวดๆๆๆๆ

ใครนึกไม่ออกว่า Facebook เป็นยังไง นึกถึง Hi5 หรือ MySpace ไว้นะครับ ลักษณะเดียวกันเลย

ก่อน หน้านั้นก็ดังอยู่ทีนึงครับ ที่ใครๆก็ยกให้เป็น Hero ของวงการ Net เลย เพราะว่า Yahoo พยายามขอซื้ออยู่หลายรอบ รอบสุดท้ายเสนอราคามา $1 พันล้าน (34,000 ล้านบาท) ตามาร์คก็ปฏิเสธครับ อะไรทำให้เขามั่นใจได้ขนาดนั้น ไม่มีใครทราบ แต่มาช่วงนี้ที่ดังเอามากๆอีกที เพราะว่า Facebook เปิด platform ให้ developer สามารถพัฒนาโปรแกรม หรือ application อะไรก็ได้ใส่เข้าไปในนั้น

นัยว่ามีฐานลูกค้าขนาด 50 ล้านคนอยู่ ให้คุณเข้าไปทำอะไรก็ได้ คุณจะทำอะไรในนั้น? แน่นอนครับ มีบริการต่างๆเกิดขึ้นตั้งแต่ซื้อขายของ กู้ยืมเงิน ไปจนถึงอะไรก็ไม่รู้ ถึงขนาดตั้งบริษัทพัฒนา app กันใน Facebook เลยทีเดียว (คิดดูแค่คน upload รูปก็มากกว่า Flickr แล้ว) หลายๆ guru ก็ว่านี่เป็นยุคต่อไปของ Internet เลยทีเดียว เป็น platform แห่งอนาคต ว่าไปโน้น อ่านบทความนี้ต่อ »

Popularity: 4% [?]

” เฟซบุ๊ก” (Facebook) เปิดตัวในปี พ.ศ.2547 โดย “มาร์ก ซักเกอร์ เบิร์ก” ซึ่งขณะนั้นเป็นนักศึกษาหนุ่มน้อยวัยแค่ 20 ปี จากมหาวิทยาลัยชื่อดัง “ฮาร์วาร์ด” เขาร่วมมือกับเพื่อนอีก 2 คน คิดค้นสร้าง เครือข่ายภายในรั้วมหาวิทยาลัยโดยให้นักศึกษาที่สนใจสามารถเข้ามาอัพเดตและ แบ่งปันข้อมูลส่วนตัวและรูปภาพได้ จนได้รับความนิยมมากขึ้น จากภายในมหาวิทยาลัยกระจายสู่มหาวิทยาลัยชั้นนำอื่นๆ และขยายกลุ่มขึ้นเรื่อยๆ ปัจจุบันมีผู้สนใจจากทั่วโลกเข้าลงทะเบียนใช้งานมากกว่า 24 ล้านคน เฉลี่ยมีผู้ลงทะเบียนใหม่กว่า 100,000 รายต่อวัน

facebook

ลักษณะ การทำงานของเฟซบุ๊กคือ มีลิงก์จากเพื่อนส่งเข้ามาหาและถ้าตอบตกลง sign up เข้าไปก็จะเข้าไปอยู่ในเครือข่ายของเฟซบุ๊กทันที ขณะเดียวกันก็สามารถส่งลิงก์เชื้อเชิญเพื่อนคนอื่นให้เข้ากลุ่มเป็นลูกโซ่ ต่อไปได้ โดยในเฟซบุ๊กจะมีการแบ่งปันข้อมูลประสบการณ์ของแต่ละคน อัพเดตรูปภาพที่ได้ไปเที่ยวกันมา พูดคุย ติดต่อ เมาท์ หรือแม้แต่เข้าไปยุ่งเรื่องคนอื่นก็ได้ บางคนอาจคิดว่า “เฟซบุ๊ก” เหมือนกับ “มายสเปซ” (My space) เว็บไซต์เครือข่ายออนไลน์ที่ฮอตอยู่ในขณะนี้ แต่ “เฟซบุ๊ก” มีมากกว่านั้น ความโดดเด่นของเฟซบุ๊ก คือผู้ใช้งานต้องใช้ชื่อจริงและอีเมล์เดียวกันในการลงทะเบียน และมีความต้องการที่จะรู้จักคนอื่นที่มีตัวตนจริงๆ บนโลกใบนี้ นักวิจัยจากสถาบันแห่งหนึ่งจากอังกฤษกล่าวว่า เฟซบุ๊กยอดเยี่ยมกว่ามายสเปซ เพราะเหมาะสำหรับ “เด็กดี” ขณะที่มายสเปซเหมาะสำหรับ ขาร็อก ฮิปฮอป ศิลปิน หรือคนทำงาน และเพื่อให้เห็นภาพมากขึ้น “ซักเกอร์เบิร์ก” อธิบายเพิ่มเติมว่า ตัวเขาเองคล้ายกับผู้สร้างแผนที่ ซึ่งจะรวบรวมข้อมูลเล็กๆ น้อยๆ ไว้ด้วยกันเป็นพื้นแผนที่แห่งใหม่ จากนั้นคนอื่นที่เข้ามาในแผนที่แห่งนี้ก็จะสามารถพบปะ พูดคุย หรือสร้างเส้นทางการค้าแห่งใหม่ได้ กล่าวคือ เฟซบุ๊กเป็นแผนที่ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ที่เป็นจริงและมีตัวตนจริง ขณะที่เครือข่ายทางสังคมบนเว็บไซต์อื่นๆ อาจเป็นเพียงเครื่องมือช่วยให้คนได้เจอผู้เล่นหน้าใหม่ๆ บนโลกออนไลน์เท่านั้น อ่านบทความนี้ต่อ »

Popularity: 3% [?]

Facebookgoo on Facebook